“เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล” หรือ “เกเก้นเพรสซิ่ง” สร้างความฮือฮาอย่างมากในวงการลูกหนัง ซึ่งเป็นสไตล์การเล่นที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ นำมาใช้กับทุกสโมสรที่เขากุมบังเหียน แต่ดูเหมือนว่ามันอาจจะ “ตกยุค” สำหรับวงการฟุตบอลสมัยใหม่
แท็กติกการเล่นของระบบนี้มีลักษณะเด่นคือความเข้มข้นสูง การเพรสซิ่งสวนกลับทันที และการเปลี่ยนจังหวะเกมที่รวดเร็ว ดุดัน และสร้างความสับสนให้กับคู่แข่ง ซึ่ง คล็อปป์ นำมาใช้ตลอด โดยเฉพาะตอนคุม ลิเวอร์พูล สไตล์การเล่นแบบนี้เป็นที่เลื่องลือระบือไกลจนหลายสโมสรต้องเข็ดขยาดเมื่อมีคิวปะทะกับ “หงส์แดง”
อย่างไรก็ตาม สไตล์การเล่นแบบ “เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล” อาจจะไม่ตอบโจทย์สำหรับโลกลูกหนังในปัจจุบัน ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนกับเกมฟุตบอลมากขึ้น และทำให้การแข่งขันต้องหยุดชะงัด ขาดความต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน แอนจ์ ปอสเตโคกลู กุนซือชาวออสเตรเลีย ให้ทัศนะที่น่าสนใจถึงเหตุผลสำคัญที่ระบบนี้อาจไม่เวิร์กอีกแล้ว เพราะกติกาปัจจุบันให้การปกป้องผู้เล่นจากการปะทะทางกายภาพมากขึ้น อีกทั้ง วีเออาร์ ก็เข้ามาแทรกจังหวะเกมบ่อยครั้ง
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเล่นสไตล์เฮฟวี่ เมทัล ฟุตบอล ของ คล็อปป์ ต้องประสบกับความยากลำบากในวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน มีอะไรบ้างลองไปเจาะลึกกันเป็นข้อๆ ดีกว่า
– วีเออาร์ และการเปลี่ยนแปลงกฎกติกา
การใช้ วีเออาร์ อย่างแพร่หลายในฟุตบอลยุคใหม่ ซึ่งมีการหยุดเกมเพื่อตรวจสอบจังหวะสำคัญอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้จังหวะและโมเมนตัมของเกมสะดุด ทำลายความต่อเนื่องที่จำเป็นต่อฟุตบอลที่เน้นการเล่นแบบเข้มข้นสูง
ขณะเดียวกัน แนวทางการตัดสินของผู้ตัดสินก็มีความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้การเล่นที่เน้นพละกำลัง ความดุดัน และการเข้าปะทะหนักๆ ทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้สไตล์การเล่นที่กดดันสูงและก้าวร้าวอย่างต่อเนื่องยิ่งรักษามาตรฐานได้ลำบากในยุคปัจจุบัน
– การปรับตัวทางแท็กติกและกลยุทธ์โต้กลับ
บรรดาคู่แข่งได้เรียนรู้วิธีรับมือกับทีมที่ใช้การเล่นเพรสซิ่งสูง โดยหันมาเล่นด้วยความนิ่งและสุขุมมากขึ้น ใช้บอลยาวเพื่อข้ามแนวเพรส และฉวยโอกาสจากช่องว่างในเกมรับที่เกิดขึ้นเมื่อไลน์กองหลังดันสูงตามสไตล์การเล่นที่เน้นความเข้มข้นสูง
ผลลัพธ์คือ ทีมที่เน้นเพรสหนักไม่สามารถสร้างความสับสนวุ่นวายให้กับเกมรับคู่แข่งได้ง่ายเหมือนเดิม เพราะพวกเขามีวิธีหลบเลี่ยงแรงกดดันและเปลี่ยนจังหวะกลับมาเล่นงานในพื้นที่ว่างด้านหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
– ความอ่อนล้าทางร่างกายและอาการบาดเจ็บ
ภาระทางร่างกายและจิตใจจากการเล่นระบบเพรสซิ่งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเกม ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมอย่างหนัก และมักนำไปสู่อัตราการบาดเจ็บที่สูงกว่าปกติ ซึ่งเห็นได้ชัดจากสถิติผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล บาดเจ็บอย่างต่อเนื่องในยุคคล็อปป์ !!
ด้วยความเข้มข้นที่ต้องวิ่งไล่ กดดัน และเปลี่ยนจังหวะตลอดเวลา ทำให้พลังงานถูกใช้ไปอย่างมหาศาล ส่งผลให้สไตล์การเล่นลักษณะนี้ยากจะรักษามาตรฐานได้ตลอดทั้งฤดูกาล เพราะนักเตะเสี่ยงหมดสภาพหรือ “หมดไฟ” ก่อนถึงช่วงสำคัญของซีซั่น
– การเปลี่ยนผ่านสู่เกมที่เน้นคุมจังหวะ
ฟุตบอลยุคใหม่ได้พัฒนาไปสู่แนวทางที่เน้นการควบคุมเกมมากขึ้น การต่อบอลจากแดนหลังอย่างมีแบบแผน และการคุมจังหวะให้ช้าลงอย่างมีจุดมุ่งหมาย แทนที่จะพึ่งพาความเร็วและพลังดิบเพียงอย่างเดียว
อิทธิพลของโค้ชอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการครองบอล การจัดวางตำแหน่ง และการควบคุมพื้นที่ ทำให้ทีมสามารถกำหนดจังหวะเกม ลดความเสี่ยง และค่อยๆ เจาะแนวรับคู่แข่งอย่างมีระบบ มากกว่าจะเล่นแบบเร่งเร้าและโหมเกมด้วยความเร็วตลอด 90 นาที
– การพัฒนาเรื่องแท็กติกที่หลากหลาย
สโมสรฟุตบอลยุคใหม่จำเป็นต้องมีรูปแบบแท็กติกที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละเกม ไม่ว่าจะเป็นการเจอทีมตั้งรับลึก เกมที่ต้องการครองบอลคุมจังหวะ หรือแมตช์ที่ต้องเล่นเกมสวนกลับ
การพึ่งพาสไตล์ที่เน้นใช้พลังงานสูงเพียงรูปแบบเดียวตลอดฤดูกาลไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะฟุตบอลในปัจจุบันต้องการความสามารถในการปรับเปลี่ยนแผนระหว่างเกม รวมถึงการมีผู้เล่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งสายเทคนิค สายพละกำลัง และสายแท็กติก เพื่อให้ทีมสามารถสลับระบบและบริหารความสดของนักเตะได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
บทสรุป
สไตล์การเล่นของ คล็อปป์ อาจจะไม่ได้ตกยุค เพียงแต่ต้องปรับมาใช้ให้เหมาะกับยุคสมัยที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสิน และการยืดหยุ่นเรื่องแท็กติกเพื่อทำให้สามารถรับมือกับระบบการเล่นของแต่ละทีม กระนั้น “เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล” ยังคงเป็นที่โหยหาของแฟนบอล เพราะมันสร้างความสุข, สนุกเร้าใจจริงๆ !!



