จากเฮฟวี่เมทัลสู่ป็อบใสๆ : ลิเวอร์พูล สูญเสียอัตลักษณ์ และกลายเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นช้าไร้พิษสง

 เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอมรับว่า ลิเวอร์พูล ในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นความท้าทายที่สุดในอาชีพกุนซือของเขา เพราะ “หงส์แดง” ยุคนั้นเป็นทีมที่เล่นเพรสซิ่งสูง, ไล่บดบี้ขยี้คู่แข่งอย่างไม่ลดละ ทำให้คู่แข่งรับมือยาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

 “เดอะ เร้ดส์” ได้เปลี่ยนจากทีมที่เล่นเร็ว ดุดัน และเพรสซิ่งสูง กลายมาเป็นทีมที่เล่นช้าลง และเน้นการควบคุมเกมมากเกินไป สำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเป็นการตัดสินใจโดยตั้งใจของ อาร์เน่อ สล็อต แต่ในตอนนี้ มันกำลังส่งผลเสียมากกว่าผลดี

– จากความดุดันสู่การคุมเกม จากเร็วสู่ช้า

 อัตลักษณ์ขอ งลิเวอร์พูล ในยุคของ คล็อปป์ ถูกสร้างขึ้นจากการเพรสซิ่งอย่างไม่ลดละ การโจมตีในแนวตั้ง และการสร้างความกดดันให้คู่แข่งตลอดเวลา ขณะที่แนวคิดของ สล็อต ไม่ใช่การรื้อระบบเดิมทิ้งทั้งหมด แต่เป็นการเติมวิธีการควบคุมเกม เข้าไปในโมเดลที่เริ่มพัฒนาอยู่แล้วในช่วงท้ายยุคของคล็อปป์

 ฤดูกาลที่ผ่านมา แนวทางผสมผสานนี้ได้ผล ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ด้วยสไตล์ที่ครองบอลมากขึ้น แต่ยังคงมีความอันตรายในจังหวะเปลี่ยนเกม อย่างไรก็ตาม ในซีซั่นนี้สมดุลได้เอนเอียงไปทาง “การควบคุมเกมแบบไร้พิษสง” มากเกินไป จนทำให้ความโกลาหลที่เคยทำให้พวกเขารับมือยากนั้นหายไปอย่างมาก

– ช้า คาดเดาได้ และรับมือไม่ยาก

 การต่อบอลยาวๆ แบบไม่เสี่ยง ได้เข้ามาแทนที่การโจมตีที่รวดเร็วและเฉียบคม ซึ่งเคยเป็นเอกลักษณ์ของทีม มีหลายเกม ลิเวอร์พูล ครองบอลเหนือกว่า แต่กลับไม่เคยสร้างความรู้สึกอันตรายให้คู่แข่งได้จริง 

 ตัวเลขสถิติยืนยันชัดเจนว่าจำนวนการครองบอลต่อเกมของ ลิเวอร์พูล ลดลงเหลือเพียง 82 ครั้งต่อเกม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี สะท้อนถึงการเสียบอลน้อยลง การเปลี่ยนเกมเร็วที่ลดลง และจังหวะโดยรวมที่ช้าลง สัดส่วนของการเล่นจังหวะเร็วก็ลดลงเหลือเพียง 15% ยิ่งตอกย้ำว่าพวกเขาแทบไม่ได้เร่งเกมในแต่ละจังหวะบุกอีกต่อไป

 สิ่งนี้ไม่ใช่การควบคุมเกม แบบ เป๊ป หรือ มิเกล อาร์เตต้า ที่ใช้เพื่อบงการคู่แข่ง แต่เป็นการควบคุมในลักษณะ “ต่อบอลช้า ระมัดระวัง” ซึ่งยิ่งทำให้คู่แข่งตั้งรับลึกได้ง่าย และรับมือได้ไม่ยาก

– ไร้พิษสงในจังหวะเปลี่ยนเกม และทื่อในการเล่นโอเพ่นเพลย์

 จังหวะเปลี่ยนเกมเร็วเคยเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดของ ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะในช่วงพีคของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ที่ผสมผสานทั้งความเร็ว พละกำลัง และการตัดสินใจที่เฉียบขาดในสถานการณ์เกมเปิด

 ในปัจจุบัน อายุและโปรไฟล์นักเตะได้ทำให้ความเฉียบคมนั้นลดลง ซาลาห์ไม่สามารถเร่งสปีดหนีแนวรับได้เหมือนเดิม ขณะที่ โกดี้ คักโป เป็นกองหน้าสไตล์ผสมที่ชอบลงมาล้วงบอล มากกว่าจะวิ่งสอดแนวรับ

 ด้าน อูโก้ เอกิติเก้ มีทั้งความเร็วและความสามารถในการพาบอลขึ้นหน้า แต่เขากลับไม่ได้รับบอลเร็วที่เหมาะกับสถานการณ์เปลี่ยนเกมเร็วมากพอ 

 ตอนนั้นทางแก้ของ สล็อต หลังจากช่วงออกสตาร์ตฤดูกาลที่ย่ำแย่ (แพ้ 9 จาก 12 นัด) คือการทำให้โครงสร้างทีมแน่นขึ้น ลดไลน์เกมรับลงเล็กน้อย และให้ความสำคัญกับความกระชับมากกว่าความดุดัน

 แม้ผลงานจะเริ่มนิ่งขึ้นในช่วงไม่แพ้ 13 นัดติดต่อกัน แต่รูปเกมยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือ โดยการเล่นจังหวะโอเพ่นเพลย์มักต้องพึ่งความสามารถเฉพาะตัว มากกว่าระบบการเล่นที่ชัดเจน ลิเวอร์พูลยิงประตูในช่วง 20 นาทีแรกของเกมได้เพียง 4 ครั้งในฤดูกาลนี้

 จาก 30 นัดในพรีเมียร์ลีกพวกเขาทำได้เพียง 18 ประตูในครึ่งแรก (เกิดขึ้นในแค่ 12 เกม) ถือเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวังสำหรับทีมที่เคยไล่ถล่มคู่แข่งตั้งแต่เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นจนกระทั่งจบเกม 

– เพรสซิ่งที่ไร้ความดุดัน และอัตลักษณ์เฮฟวี่เมทัลกลายเป็นเพลงป็อบ

 ลิเวอร์พูลในยุคของ คล็อปป์ การเล่นในจังหวะที่ไม่มีบอลอันตรายพอๆ กับการเล่นเกมบุก โดยเขาทำให้ “หงส์แดง” เป็นหนึ่งในทีมที่เพรสซิ่งดุดันที่สุดในลีกตลอดช่วงเวลาที่กุมบังเหียน

 หลังจากเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ สล็อต ความเข้มข้นในการเพรสซิ่งลดลงอย่างชัดเจน และในฤดูกาลนี้ยิ่งเห็นได้เด่นชัดมากขึ้น ทัพ “เดอะ เร้ดส์” เริ่มถอยลงมาเน้นตั้งรับบริเวณพื้นที่ตรงกลางสนามมากขึ้น แทนที่จะไล่บีบสูงเหมือนเดิม เป็นการเสียพื้นที่และทำให้คู่แข่งมีเวลา 

 การย้ายออกของ หลุยส์ ดีอาซ รวมถึงการโยกตำแหน่งของ โดมินิค โซโบซไล ไปเล่นแบ็กขวา ทำให้แนวรุกขาดผู้นำในการเพรสซิ่งสูง ขณะที่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ก็ยังไม่สามารถเติมเต็มบทบาทในด้านการป้องกันและความดุดันได้อย่างสม่ำเสมอ

 ขณะเดียวกัน คู่แข่งสามารถปรับตัวได้ เมื่อเจอกับการเพรสซิ่งที่ไม่น่ากลัวเหมือนเดิม หลายทีมเลือกใช้การเปิดบอลยาวข้ามแดนกลางไปเลย เพราะรู้ว่า ลิเวอร์พูล ไม่สามารถไล่เก็บจังหวะสองได้เหมือนก่อน และนั่นนำไปสู่ปัญหาใหญ่  “หงส์แดง” ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมต่อเนื่อง หรือกดดันคู่แข่งได้ 

 จากทีมที่เคยเล่นโหมกระหน่ำเพรสซิ่งตลอดราวกับดนตรีเฮฟวี่เมทัล วันนี้กลับเล่นด้วยจังหวะเรียบๆ ยาวต่อเนื่องเหมือนดนตรีป็อบ ซึ่งให้ความรู้สึก “เบาสบาย” มากกว่าจะเป็น “พายุเกมรุก”

– ลูกตั้งเตะช่วยปกปิดปัญหาเชิงลึก

 ผลงานที่ดีขึ้นของ ลิเวอร์พูล ก่อนจะกลับมาฟอร์มตกในช่วงหลังนั้น ขับเคลื่อนอย่างมากจากลูกตั้งเตะ ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนมากกว่าช่วงต้นฤดูกาล

 อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาสถานการณ์ลูกนิ่งไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนสำหรับสโมสรที่มีความทะเยอทะยานและมีทรัพยากรในเกมรุกระดับลิเวอร์พูล เพราะลูกเซตพีซควรเป็นเพียง “ตัวเสริม” ของเกมรุก ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ความอันตรายในจังหวะโอเพ่นเพลย์ ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของ “หงส์แดง”

  จากทีมที่เคยทำให้คู่แข่งหวาดกลัวด้วยความเร็ว ความเข้มข้น และการคาดเดาไม่ได้ กลับกลายเป็นทีมที่รับมือได้ง่าย และยิ่งเล่นยิ่งถูกหยุดได้ไม่ยาก

 ความต้องการของ กุนซือชาวดัตช์ ก็คือการเพิ่มจังหวะ “การควบคุมเกม” นั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ และก็อาจจำเป็น หลังจากทีมเล่นฟุตบอลความเข้มข้นสูงมาตลอดยุคของ คล็อปป์ 

 สำหรับตอนนี้สมดุลของ ลิเวอร์พูล มันผิดเพี้ยนไปอย่างชัดเจน โครงสร้างทีมก็ยังไม่แน่นพอที่จะแลกกับการลดความดุดัน ขณะที่การครองบอลก็ยังไม่มีความซับซ้อนพอที่จะชดเชยการหายไปของการเพรสซิ่งและการเปลี่ยนเกมเร็ว  

หาก ลิเวอร์พูล ไม่สามารถหาทางเติมความเข้มข้นและความเร็วในการเล่นทั้งการเพรสซิ่ง และการต่อบอล อันดับท็อปไฟว์ และโควตาไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ยังคงอยู่ในความเสี่ยง