ฮีโร่ท้ายซีซั่น! วิเคราะห์ผลงาน โอริกี้ ดีพอได้สัญญาใหม่หรือไม่

“โอริกี้ น่ะเหรอ ? เขาเล่นได้แย่สุดๆ ถ้าเขาทำประตูไม่ได้แล้วล่ะก็ วันนี้เขาคงโดนด่าเละแน่ๆ เขาไม่มีทัศนคติที่ดีพอสำหรับการลงเล่นนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ผมไม่ชอบมันเลย”

    ข้อความข้างต้นคือคำพูดของ อันเดรีย ปีร์โล่ อดีตยอดกองกลางชาวอิตาเลียน ที่พูดถึง ดิว็อค โอริกี้ กองหน้าชาวเบลเยียมของ ลิเวอร์พูล หลังจบเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงดำ ที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    คำพูดของ ปีร์โล่ ทำให้บางคนแปลกใจไม่น้อย เมื่อพิจารณาถึงการที่ โอริกี้ เป็นคนทำประตูตอกย้ำชัยชนะให้ทีมในนัดดังกล่าว ซึ่งบางส่วนเห็นด้วยกับเขา แต่บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย โดยลูกที่เขาทำได้ในนัดดังกล่าวทำให้ โอริกี้ ทำประตูได้ 4 ลูกในช่วง 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล

เดิมที โอริกี้ ทำท่าว่าจะหมดอนาคตในถิ่น แอนฟิลด์ แล้ว หลังจากไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นมากเท่าไหร่ แต่การทำได้หลายลูกแถมเป็นประตูสำคัญช่วยทีมตัดสินชัยชนะในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นทำให้เขาได้รับคำชมพอสมควร และ “เดอะ ค็อป’ ส่วนหนึ่งมองว่าเขาควรได้รับสัญญาฉบับใหม่ หลังจากข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า

    อย่างไรก็ตาม คำพูดของ ปีร์โล่ มันทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่าฟอร์มโดยรวมของ โอริกี้ มันดีจนสมควรได้รับสัญญาฉบับใหม่จริงๆ หรือเปล่า ซึ่งวันนี้เราจะมาย้อนดูผลงานของ โอริกี้ ใน 4 นัดสุดท้ายของซีซั่นกัน เพื่อดูว่าโดยรวมแล้วฟอร์มของเขาเป็นยังไงกันแน่

    พรีเมียร์ลีก ชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-2

นี่คือเกมที่เป็นจุดเริ่มต้นในเส้นทางการเป็นฮีโร่ช่วงท้ายฤดูกาลของ โอริกี้ เขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 73 และทำประตูชัยให้ทีมได้ในนาทีที่ 86 จนทำให้ ลิเวอร์พูล ยังอยู่ในเส้นทางของการลุ้นแชมป์ลีกในตอนนั้น

    การที่เขาได้อยู่ในสนามเพียงแค่ราว 17 นาที ทำให้ผลงานด้านอื่นๆ อย่างเช่นการผ่านบอลมันไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ แต่เขาก็เล่นด้วยความพยายามอย่างเต็มที่จนแย่งบอลมาครองได้ 2 ครั้ง รวมถึงชนะการดวลกลางอากาศ 1 หนด้วย ซึ่งเมื่อนับรวมกับ 14 ประตูที่ทำได้ก็ถือว่าน่าพอใจแล้วเมื่อเทียบกับการที่เขาได้ลงเล่นแค่ไม่กี่นาที

    สรุป : เกมนี้สอบผ่าน

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง ชนะ บาร์เซโลน่า 4-0

นี่คือเกมที่ โอริกี้ สามารถเอาไปพูดได้เลยว่าเป็นหนึ่งในเกมที่สุดที่สุดในอาชีพการเล่นของเขา หลังจากเขาทำได้ 2 ประตู จนทำให้ทีมถล่ม บาร์เซโลน่า ขาดลอย พร้อมผ่านเข้ารอบชิงดำของ แชมเปี้ยนส์ ลีก จากการชนะด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3 โดยลูกที่สองของเขาในเกมนี้คือประตูที่ 4 ของ “หงส์แดง” ในนัดดังกล่าวด้วย

    นัดดังกล่าว โอริกี้ ได้ลงเป็นตัวจริงหลังจากที่ทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ 2 แนวรุกตัวหลักของทีมมีอาการบาดเจ็บจนเล่นไม่ไหว และเขาก็ยกระดับขึ้นมาจนช่วยทีมได้เป็นอย่างดี พร้อมกับทำให้เขาเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนั้น โดยนอกจากจะทำ 2 ลูกแล้วนั้น โอริกี้ ยังมีผลงานด้านอื่นๆ ที่น่าประทับใจในเกมนั้นด้วย อย่างเช่นการผ่านบอลเข้าเป้า 68 เปอร์เซ็นต์ และการเลี้ยงผ่านคู่แข่ง 3 ครั้ง เป็นต้น

    สรุป : เกมนี้สอบผ่าน

    พรีเมียร์ลีก ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมลีกนัดปิดฤดูกาล 2018-19 แต่เกมนี้ฟอร์มของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก โดยได้ยิงทั้งหมด 2 ครั้ง และเป็นการยิงตรงกรอบ 1 ครั้ง, ผ่านบอลเข้าเป้าเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ แถมยังโดนแย่งบอลไป 2 หนด้วย

    ท้ายที่สุดแล้ว โอริกี้ โดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 64 ทำให้เขาต้องจบผลงานในลีกประจำฤดูกาลล่าสุดด้วยการทำไป 3 ประตู จากการลงเล่น 12 นัด โดยตลอดทั้งซีซั่นเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกไป 4 หน

    สรุป : เกมนี้สอบตก

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ ชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0

มาถึงเกมที่เป็นประเด็นให้เขาโดน ปีร์โล่ ตำหนิ โอริกี้ โดนเปลี่ยนตัวลงไปเล่นในนาทีที่ 58 และเขาทำประตูตอกฝาโลงฝัง สเปอร์ส ในช่วง 3 นาทีสุดท้ายของเกม อย่างไรก็ตาม หากไม่นับประตูที่ว่า นี่ก็ไม่ใช่เกมที่เขาช่วยทีมได้มากเท่าไหร่

    ตลอดช่วงราว 32 นาทีที่ได้อยู่ในสนาม โอริกี้ ได้ผ่านบอลไป 8 ครั้ง โดยเข้าเป้าเพียงแค่ 4 หน และด้านอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย จนไม่ได้สร้างความอันตรายในพื้นที่สุดท้ายของ สเปอร์ส มากนัก นอกจากจังหวะที่ทำประตูได้ ดังนั้นต้องยอมรับว่าคำพูดของ ปีร์โล่ มีส่วนถูกเหมือนกัน ถ้าไม่มีประตูนั้นแล้วล่ะก็ นี่จะนับเป็นเกมที่แข้งวัย 24 ปี ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก

    สรุป : เกมนี้สอบผ่านแบบฉิวเฉียด

ประกาศผล : โอริกี้ ทำผลงานโดยรวมได้ไม่ดีเท่าไหร่ในเกมกับ วูล์ฟส์ และในนัดชิงดำของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มาได้ประตูช่วยดึงคะแนนส่วนตัวขึ้นมา แต่ส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะเขาเพิ่งมาได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องแบบจริงจังในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลจนทำให้เขาปรับตัวในการเล่นให้เข้าขากับคนอื่นๆ ได้ไม่เต็มที่

    ขณะที่เกมกับ นิวคาสเซิ่ล และ บาร์เซโลน่า เขาทำผลงานได้น่าประทับใจ โดยเฉพาะนัดชนะ “อาซูลกราน่า” ที่โดดเด่นสุดๆ ดังนั้นมันจึงแสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพดีพอที่จะเป็นตัวเลือกของ ลิเวอร์พูล ในอนาคตได้ ไม่ว่าจะในฐานะตัวจริงหรือตัวสำรอง

     นั่นหมายความว่าเขา “สมควรได้รับสัญญาฉบับใหม่” นั่นเอง