เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เผชิญวิกฤตศรัทธา หลังหลุดปากวิจารณ์ประเด็นผู้อพยพจนกลายเป็นเรื่องลามปามสู่การเมืองของ แมนยูไนเต็ด
ย้อนกลับไปในวันที่ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ก้าวเข้ามาถือหุ้นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของ “มหาเศรษฐีของประชาชน” ลูกหลานชาวเมืองแมนเชสเตอร์ ผู้ประสบความสำเร็จและกลับมากอบกู้รากเหง้า หลายคนเชื่อว่าเขาคือ Gandalf แห่งโลกการเงิน หรือ คุณพ่อมหาเศรษฐี ที่จะเข้ามาปัดเป่าฝุ่นผงและซ่อมแซมรอยรั่วของอาณาจักรที่กำลังผุพังอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แต่ทว่าความจริงมักจะเจ็บปวดเสมอ … เมื่อหน้ากากแห่งการฟื้นฟูถูกถอดออก สิ่งที่เหลืออยู่กลับกลายเป็นความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้น และการใช้ “ฟุตบอล” เป็นเครื่องมือทางการเมือง
วาทกรรม “อาณานิคม” และตัวเลขที่บิดเบือน
ชนวนเหตุสำคัญของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์กับ สกายนิวส์ ซึ่ง เซอร์ จิม ได้พ่นวาทกรรมที่รุนแรงว่า สหราชอาณาจักรกำลังถูก “ยึดครองเป็นอาณานิคม” (colonised) โดยเหล่าผู้อพยพ คำว่า “อาณานิคม” ไม่ใช่คำที่เลือกใช้โดยบังเอิญ แต่มันคือการจงใจสร้างภาพลักษณ์ของการรุกรานเพื่อกระตุ้นความกลัวและความแบ่งแยก
นอกจากสำนวนที่เผ็ดร้อน เขายังอ้างตัวเลขที่ผิดพลาดอย่างรุนแรงว่า ประชากรในอังกฤษเพิ่มขึ้นถึง 12 ล้านคนนับตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเป็นข้อมูลที่ห่างไกลจากข้อเท็จจริงอย่างมาก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ชายที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในอังกฤษก็สามารถกลายเป็น “คนไม่รู้เรื่อง” หรือ “จงใจไม่รู้” เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น
ฟุตบอลในฐานะ “โทรโข่ง” ของกลุ่มทุน
ทำไมมหาเศรษฐีด้านเคมีภัณฑ์ต้องออกมาปั่นกระแสเรื่องผู้อพยพ? คำตอบอาจซ่อนอยู่ในผลประโยชน์ของอาณาจักร Ineos
แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า นี่คือกระบวนการ “หาเสียงล่วงหน้า” เพื่อสนับสนุนกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาอย่างพรรค Reform ของ ไนเจล ฟาราจ ที่มีนโยบายตัดลดภาษีและกฎระเบียบ ซึ่งจะเอื้อต่อธุรกิจของเขามากกว่า โดยเซอร์ จิม รู้ดีว่าฟุตบอลคือ “โทรโข่ง” ที่ดังที่สุดในโลก และชื่อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือ แพลตฟอร์มที่จะทำให้เสียงของเขาถูกได้ยินไปทั่ว
เขาไม่ได้พูดในฐานะเจ้าของสโมสรที่ห่วงใยแฟนบอล แต่พูดในฐานะนักธุรกิจที่ต้องการ “รื้อถอนและทำลาย” เพื่อให้ได้มาซึ่งสภาพเศรษฐกิจที่ตนเองได้เปรียบ
ทรยศจิตวิญญาณแห่งแมนเชสเตอร์
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ วาทกรรมเหล่านี้ขัดต่อ “ดีเอ็นเอ” ของเมืองแมนเชสเตอร์อย่างรุนแรง แมนเชสเตอร์คือเมืองท่าที่เติบโตมาจากการผสมผสานของความหลากหลาย เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ใช่ค่ายทหารที่ปิดกั้นคนนึกหน้า แม้แต่ แอนดี้ เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ ยังต้องรีบออกมาปฏิเสธแนวคิดนี้ เพราะมันทำลายวัฒนธรรมที่สั่งสมมานานของเมือง
ในสายตาของนักวิจารณ์ เซอร์ จิม กำลังสอบตกในฐานะเจ้าของสโมสร เขาอาจจะบริหารธุรกิจเคมีภัณฑ์ได้ดี แต่การบริหาร “สถาบันที่เป็นสมบัติของชุมชน” อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นต้องการมากกว่าแค่ตัวเลขในบัญชี แต่มันคือความเข้าใจในจิตวิญญาณของผู้คน
ในมุมของคนทำทีมฟุตบอลเรื่องนี้ควรเอี่ยวไหม?
สุดท้ายแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของจักรวรรดิที่กำลังโรยรา มีรอยรั่วและรอยร้าวอยู่ทุกจุด และเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงมหาเศรษฐีวัย 73 ปี ที่พยายามใช้ชื่อเสียงของสโมสรมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ธุรกิจของตัวเองไปรอด โดยไม่สนว่ามันจะทิ้งรอยแผลไว้ให้กับความรู้สึกของแฟนบอลมากแค่ไหน
คำถามที่ทิ้งไว้ให้เราต้องคิดต่อก็คือ เราอยากเห็นสโมสรฟุตบอลที่รัก กลายเป็นเพียง “กระบอกเสียง” ทางการเมืองของมหาเศรษฐีจริง ๆ หรือ? และในวันที่เจ้าของทีมมองเห็นแต่ผลกำไรและคะแนนเสียง เราในฐานะแฟนบอลจะยังเหลือพื้นที่ไหนให้เรียกว่า “บ้าน” ได้อีกบ้าง?



